ท่ามกลาง การเปลี่ยนแปลงทางการเงิน กำลังเผชิญกับ บททดสอบครั้งสำคัญ โดยเฉพาะ ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ เกิดความโกรธแค้น เมื่อผู้นำระดับสูง ผู้มีทรัพย์สินระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ ได้ให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เงิน ของคนหาเช้ากินค่ำ จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึงความเข้าใจความเป็นมนุษย์
เมื่อไม่นานมานี้ที่การแถลงข่าว สก็อตต์ เบสเซนต์ ได้พูดแบบไม่ยั้ง ถึงกลุ่มคนหนุ่มสาว ที่นำรายได้อันน้อยนิดไปแลกกับตั๋วพาวเวอร์บอล ซึ่งเขานิยามสิ่งนี้ว่า "ความไร้วินัยทางการเงิน" ที่ทำให้พวกเขาไม่หลุดพ้นจากความยากจน
ทัศนคติเช่นนี้ แสดงออกถึง ความไม่เข้าใจโลกความเป็นจริง ระหว่างเศรษฐีไอวีลีก กับคนงานที่เสียเหงื่อทำงาน แต่ในความเป็นจริงนั้น สิ่งที่เขาตำหนิ อาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงจิตใจ ของผู้คนที่ถูกระบบเศรษฐกิจกดทับอยู่
เบสเซนต์พยายาม พยายามสอนว่า click here ควรนำเงิน 2 ดอลลาร์ไปสะสมในบัญชีเกษียณ ซึ่งในทางทฤษฎี มันคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เงินเพียงไม่กี่ดอลลาร์ ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ขีดจำกัดการออมในบัญชี IRA ที่มีไว้ให้สำหรับคนที่มีรายได้เหลือเฟือ แต่สำหรับคนที่ต้องเลือกระหว่าง ค่าอาหารลูก การเทศนาเรื่องวินัยการเงิน จึงฟังดูเหมือน การดูถูก ของประชาชนที่เป็นฐานรากของเศรษฐกิจ
กรณีของสก็อตต์ เบสเซนต์ สอนให้เรารู้ว่า การกำหนดนโยบายการคลัง ต้องมีความเห็นอกเห็นใจประชาชน ไม่ใช่การตำหนิพฤติกรรม แต่เป็นการสร้างระบบที่ทุกคนสามารถมีโอกาส หากรัฐบาลยังคง ไม่เข้าใจพื้นฐานชีวิตของคนทำงาน ความเชื่อใจในตัวผู้นำ จะกลายเป็นรอยร้าวที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่ามุมมองทางการเงินจะเป็นอย่างไร ความเคารพในความเป็นมนุษย์ คือพื้นฐานของสังคมที่สงบสุข เราอาจจะเห็นด้วยกับการลงทุน แต่เราไม่ควรเหยียดหยามความสุขของผู้อื่น โดยเฉพาะท่ามกลางวิกฤตที่ไม่มีใครรู้ตอนจบ รอยยิ้มชั่วคราว อาจเป็นพลังที่ช่วยให้คนทำงาน ก้าวเดินต่อไปได้ในโลกที่แสนโหดร้าย